สวัสดีค่ะ ได้มาพบกันอีกแล้วนะคะ วันนี้ก็มีเรื่องดีๆ สาระน่ารู้มาฝากค่ะ สำหรับคนที่เพิ่งผ่านระบบแอดมิชชั่นต์มานะค่ะ ก็คงมีประสบการณ์ว่าเป็นยังไง แต่หลายๆคนที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งๆนี้ คงยังไม่รู้ในหลายๆเรื่องเลยแหละค่ะ (รวมทั้งตัวฉันด้วยนะเนี้ย อิอิ) เอาเป็นว่า วันนี้จะนำเรื่องๆนี้ที่ฉันได้รวบรวมมาเผยแพร่นะคะ ถ้ามีอะไรที่ผิดพลาดก็ช่วยแก้ไขกันให้ด้วยนะคะ ฉันเองก็จะได้รู้ในสิ่งที่ถูกต้องด้วยค่ะ ว่ามันเป็นยังไงก็แน่นะ อิอิ

      อ๊าค ชีวิตเมื่อเริ่มขึ้นม.6 ก็คงต้องมีการเปลี่ยนแปลงกันเพราะว่าเริ่มถึงการปรับตัวสอบเข้าสอบมหาวิทยาลัยแล้ว การศึกาในการสอบเข้าต่อในมหาวิทยาลัยประจำปี 2552 หน้าจะเป็นอย่างไรบ้างคงต้องลุ้นกันสักหน่อยแล้วกันว่าจะไปมีชีวิตอยู่ที่ไหนกํนต่อ จากการที่รุ่นพี่เพิ่งผ่านการสอบแอดมิชชั่นมานะคะ หลายๆคนก็อาจจะได้คุยกับรุ่นพี่กันบ้างแล้วว่าเป็นยังไงกันบ้าง หลังจากที่ฉันได้คุยกับหลายๆคนมาบ้างแล้ว ฉันก็เลยเกิดอาการสงสัย + สนใจ ในระบบที่เราต้องเจอกันในปี 2552 ฉันก็เลยไปหาข้อมูลมา แต่ก็หามาอย่างคราวๆนะคะ เรื่องเปอร์เซ็นที่คิดก็คงต้องไปดูๆกันเองอีกที่แล้วกันเน้อ

การสอบแอดมิชชั่น
      ระบบนี้เริ่มใช้ครั้งแรกในปี 2548 ซึ้งก็เป็นระบบที่ไม่ได้วัดเพียงแค่คะแนนในการสอบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังนำเกรดเฉี่ยของโรงเรียนมารวมด้วย สัดส่วนของเกรดที่ใช่จะแตกต่างกันไปแล้วแต่ปีนะคะ ซึ่งในการสอบแอดมิชชั่นนั้นจะประกอบไปด้วย การสอบ O-net, A-net หรือว่าจะเลือกการสอบตรงโดยที่มีการพิจารณาควบคู่ไปกับเกรดเฉลี่ยและค่าวิชา โดยถ้าเป็นการสอบตรงนั้น แต่ละมหาวิทยาลัยจะเป็นคนกำหนดเองค่ะ(เดี๋ยวเราค่อยมาว่าเรื่องระบบสอบตรงกันต่อไป)

O-net
      เป็นชื่อย่อๆของ Ordinary National Education Test ชื่อภาษาไทยก็คือ กาทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน เป็นการสอบวัดความรู้ของเด็ก ม.6 ทุกๆคนที่ต้องสอบ(ประมาณว่าบังคับสอบค่ะ) ซึ่งเมื่อก่อนนั้นก็เคยเรียกว่า NT แต่ว่าNT นี้ไม่มีผลกับชีวิตในการใช้เข้ามหาวิทยาลัย เลยทำให้หลายคนไม่สนใจในการทำข้อสอบ ต่อมาก็เลยมีคนคิดระบบนี้ขึ้นมาแทน โดยหวังว่าการบังคับให้เด็กมาทำข้อสอบโดยที่ต้องมีผลกับชีวิตนั้นจะทำให้คำแนนรวมของประเทศดีขึ้น  
      เอาเป็นว่าขอสรุปเลยก็แล้วกันนะคะ การสอบ O-net นั้น นักเรียนม.6ทุกคนต้องสอบ และ สอบได้เพียงครั้งเดียวในชีวิตเท่านั้น และคะแนนจากการสอบนั้นจะใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยมีผลต่อคะแนนแอดมิชชั่นรวม 35-70% ก็ขึ้นอยู่กับคณะที่ต้องการจะเข้าด้วยนะคะ
      เอ่อ อันนี้ออกจะนอกเรื่องนิดนะค่ะ คือว่าจากที่ฉันฟังหลายๆคนว่า เห็นเขาบอกกันว่า มันไม่ค่อยยากเท่าไหร่ ก็เป็นแค่การวัดพื้นฐานเท่านั้น ก็คงไม่มีอะไรยากมาก แต่สำหรับฉัน ฉันคิดว่าเราประมาทไม่ได้เลยนะคะ การประมาทอาจจะนำท่านไปสู่ความตายได้ ฉันว่ายังไงก็ตามก็ควรที่จะอ่านหนังสือไปให้ดีที่สุดคะ แล้วก็อาจจะต้องอ่านเพิ่มเติมในบ้างเรื่องที่โรงเรียนไม่ได้สอนด้วยนะคะ เพราะในบางครั้งโรงเรียนเราก็ไม่ได้สอนหมด หรือไม่บางที่บางเรื่องก็อาจจะสอนไม่ตรงกับเรื่องที่สอบด้วยค่ะ ตัวอย่างเช่นโรงเรียนของฉันเองคะ คือว่า ปีที่แล้ว(ปี2551) เพิ่งมีการสอบคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเพิ่ม เรื่องที่ออกสอบนั้นเป็นเรื่องที่โรงเรียนฉันไม่ได้สอนค่ะ คือโรงเรียนฉันสอนเรื่องกราฟิกค่ะ แต่ที่ออกมันไม่ใช่ เห็นพี่ๆก็บอกว่ามั่วมันมือ (เอิ๊ก แล้วผลล่ะพี่ทำไง เหอะๆ) ก็อาจจะมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีกก็ได้นะคะ เอาเป็นว่าอย่าประมาทก็แล้วกันเน้อ

A-net
      ย่อมาจาก Advanced National Education Test มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า กาทดสอบการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง
      จากคำนิยามของหลายๆคนนั้นบอกว่า ยากสุดๆ ยากกว่า o-net เป็นล้านๆเท่า (ว้าว) เพราะว่าส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญที่ใช้วัดเข้ามหาวิทยาลัย ไม่ได้เป็นส่วนวัดพื้นฐาน
       ค่ะ สำหรับการสอบ A-net และก็พวกวิชาเฉพาะอย่างอื่น รวมถึงความถนัดเฉพาะทางก็คิดเป็น 0-35% ของคะแนนรวมทั้งหมด แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคณะนะคะ บางคณะอาจจะไม่ใช้เลย หรือไม่ก็ใช้ 35% เลยก็มี ก็คงต้องไปศึกษากันให้ดีนะคะ

      นอกเหนือจากการสอบ A-net & O-net แล้วก็ยังมี

GPAX
      จีแพกซ์ หรือเรียกกันง่ายๆว่า เกรดเฉลี่ยสะสม มีผลต่อคะแนนรวม สำหรับการสอบเข้าในทุกคณะ กลยุทธ์ที่ทำให้เกิด จีแพกซ์นั้ก็เพื่อให้เด็กๆตั้งใจเรียนในห้องนั้นเอง เหอะๆ (ฉันยังไม่แน่ใจว่าใช้เท่าไหร่ ก็เลยขอไม่บอกนะคะ ไปศึกษากันเองอีกทีเน้อ)

GPA
      หรือคะแนนสะสมรายวิชา ก็คล้ายๆกับ๗แพกซ์แหละค่ะ แต่เพียงว่านะวุ่นวายกว่าตรงที่ แต่ละคณะจะเป็นคนกำหนดเองว่าเอาเท่าไหร่อย่างไร ซึ่งแต่ละคณะจะพิจารณาคะแนนอย่างน้อย 3 วิชา สูงสุดไม่เกิน 5 วิชา ดังนี้น GPA ก็เลยมีผลต่อคะแนนมากๆเลยค่ะ

วิชาความถนัด
      นอกจากการสอบที่ว่ามาข้างต้นทั้งหมดแล้วนั้น บ้างคณะก็จะต้องมีการสอบวิชาความถนัด เช่น วัดแววความเป็นครู ความถนัดทางวิศวะ หมอ ความถนัดทางสถาปัต ซึ่งก็จะขึ้นอย่างกับคณะเท่านั้น ดังนั้นก็ควรไปศึกษารายละเอียดในแต่ละคณะที่เราต้องการจะเข้า ว่าจำเป็นต้องใช้รึเปล่า

สอบตรง
      อย่างที่ได้บอกข้างต้น ไปแล้วนะคะ ว่าจะนำมาบอกอีกที คือ การสอบตรงนั้น จะเป็นการสอบที่มหาวิทยาลัย หรือคณะนั้นๆ ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่จะเข้ามาศึกษาต่อเอง โดยไม่ผ่านของการสอบส่วนกลาง หรือที่เรียกว่า สกอ. การรับตรงนั้นเงื่อนไขต่างๆก็แล้วแต่คณะ และมหาวิทยาลัย ว่าต้องการแบบไหน เช่น การสอบตรงโควต้าพื้นที่ ซึ่งพิจารณานักเรียนเรียนดีในพื้นที่ใกล้เคียง หรือการรับตรงที่ต้องการขยายโอกาสให้นักเรียนที่สนใจในคณะนั้นจริงๆ ทางสถาบันก็จะเป็นคนจัดสอบเอง และส่วนใหญ่อาจารย์ในคณะนั้นๆก็จะเป็นคนออกข้อสอบ

      เอาล่ะคะะหลังจากที่ทุกคนทราบกันไปแล้ว ก่อนอื่นนะคะ ทุกคนก็ควรที่จะค้นหาได้แล้วนะคะ ว่าตัวเองต้องการอะไรบ้าง อยากเป็นอะไร อยากทำอะไร สนใจเรียนคณะอะไร เมื่อหาได้แล้ว เราก็เริ่มลุยได้เลย เตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้เลยนะคะ (รวมถึงตัวฉันเองด้วยนะ อิอิ)

Fightto สู้ๆนะคะ

ป.ล.1 ขอบคุณหนังสือ ภาระกิจพิชิตฝันของพี่ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ มากๆเลยค่ะ หวังว่าพี่คงไม่ว่าอะไรมากนะคะ
ป.ล.2 ครวหน้าฉันสัญญาจริงๆค่ะ ว่าจะนำ มหาลัยที่เข้ารวมในการสอบซึ่งมีทั้งหมด 94 แห่งมาบอกนะคะ วันนี้ขี้เกียจพิมพ์แล้วค่ะ เหอะๆ สัญญาค่ะ
ป.ล.3 เอ่อ ถ้าใครอยากรู้ก่อนก็ไปอ่านในหนังสือพมิพ์มติชนรายสัปดาห์ ประจำวันที่25 เม.ษ.-1 พ.ค. 2551 ได้เลยนะคะ หรือไม่ก็ลองหาในเน็ทดู ฉันว่าน่าจะมีนะคะ
ป.ล.4 ขอบคุณค่ะ ที่อุสาเข้ามาอ่าน ขอบคุณมากจริงๆค่ะ
ป.ล.5 คิดว่ารูปเร็นจังจะเด่นสุดเลยมั้ง เหอะๆ

edit @ 18 May 2008 21:18:25 by iiws

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry